fbpx
TOP
Image Alt

thewmtd

3 Tips of Self-Fulfilling Prophecy : เปลี่ยนความคิดให้เชื่อมั่น ตามหลัก จิตวิทยา

Self-Fulfilling Prophecy หรือคำทำนายที่เป็นจริง เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา ที่อธิบายว่า ถ้าเราเชื่อในสิ่งไหนมากๆ การกระทำของเราจะดึงดูดหรือส่งผลให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นจริงๆ พูดง่ายๆ ยิ่งเรามี Passion กับสิ่งนั้นเท่าไร โอกาสที่เราจะได้มันมาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง Ariana Grande เคยกล่าวไว้ว่า “I see it, I like it, I want it, I got it.” ถ้าคุณอยากรวย ต้องเชื่อว่าตัวเองจะรวย ถ้าคุณอยากได้ความรัก หรืออยากมีแฟน ก็ต้องเชื่อก่อนว่าตัวเองจะมีแฟน ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับใครหลายๆ คน บางคนคิดขึ้นมาทันทีเลยว่า ไม่มีทาง ค่าเช่าบ้านยังไม่ได้จ่ายเลย ผ่อนรถยังไม่หมดเลย โอ๊ย! หน้าตาแบบเราใครมันจะมาชอบ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นทางจะรวย ไม่เห็นทางจะมีแฟน แล้วจะเชื่อได้ยังไง

อย่าเพิ่งท้อใจไปค่ะ เราไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้เชื่อ แค่นั่งลง พูดคุยกับตัวเอง และลองใช้เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อ จากหลัก Self-Fulfilling Prophecy

เชื่ออะไร ได้แบบนั้น : การทดลองด้าน จิตวิทยา

นักจิตวิทยาชาวตะวันตกเคยทำการทดลองที่โด่งดังมาก คือการนำนักเรียน 3 กลุ่มที่ไอคิวพอๆ กัน มานั่งเรียนในห้องเรียนที่ต่างกัน โดย…
บอกกับนักเรียนกลุ่มที่ 1 ว่า เธอเป็นนักเรียนที่ฉลาดมาก ต้องเรียนเก่งมากแน่ๆ
บอกกับนักเรียนกลุ่มที่ 2 ว่า เธอเป็นนักเรียนที่ห่วยมาก เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์
และ ไม่ได้บอกอะไรกับนักเรียนกลุ่มที่ 3 เป็นพิเศษ

ผลลัพธ์…น่าจะพอเดากันได้ว่ากลุ่มแรก ต้องเรียนดีเรียนเก่งขึ้นมากๆ ส่วนกลุ่มที่ 2 ก็เรียนห่วยลงจริงๆ และกลุ่มที่ 3 ก็อยู่ในระดับกลางๆ

นี่คือตัวอย่างของการนำหลัก Self-Fulfilling Prophecy มาใช้จริง นักเรียนในกลุ่มแรกเชื่อว่าพวกเขาฉลาด รวมถึงครูผู้สอนเองก็ถูกหลอกให้เชื่อว่าเด็กกลุ่มแรกนั้นฉลาดจริง จึงตั้งใจสอน สร้างสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่ดี นักเรียนจึงมีกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองให้ได้เกรดดีๆ จนเรียนเก่งขึ้นจริงๆ นั่นเอง

ถ้าเชื่อว่า “ไม่มีทาง” ชีวิตก็จะไม่มีทาง

แน่นอนว่าไอ้เจ้าหลัก Self-Fulfilling Prophecy นี่ไม่ได้มีผลแค่กับ Passion ด้านบวก มันยังส่งผลต่อ Passion ด้านลบอีกด้วย

ถ้าเราจดจ่ออยู่กับคำว่า “ไม่มีทาง” มันก็จะไม่มีทางจริงๆ เพราะเรามีพลังงานด้านลบกับชีวิต เราเชื่อว่ามันไม่มีทาง เราจึงมองไม่เห็นทาง หรือไม่ได้สนใจมองหาทางไปสู่จุดหมายจริงๆ เหมือนนักเรียนกลุ่มที่ 2 ที่เชื่อว่าเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉันเป็นนักเรียนที่ห่วย และครูก็ไม่ใส่ใจสอนเท่าที่ควร เพราะเชื่อว่านักเรียนกลุ่มนี้ เป็นนักเรียนที่ห่วยจริงๆ

ทีนี้เราจะทำยังไง ถึงจะเปลี่ยนตัวเองให้ “เชื่อ” ได้ เหมือนนักเรียนและครูในกลุ่มทดลองกลุ่มแรก? ลองมาอ่านเทคนิค 3 ข้อจากผู้หญิงสมัยนี้กันค่ะ

Tip 1. อย่าหลอกตัวเอง

วันนี้อาจจะไม่ใช่วันที่ดีนัก ฝนตก รถติด ทะเลาะกับแฟน ทำของหาย ฯลฯ เราไม่จำเป็นต้องหลอกตัวเองให้มีความสุข หรือมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา แต่ให้เราลองเปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่เรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้นแทน ทริกหนึ่งที่แนะนำคือ ลองทำ Mood Tracker ตารางสีเช็คอารมณ์ในแต่ละวัน หรือให้ลองไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งดีและแย่ในแต่ละวันออกมาเป็นข้อๆ เราอาจจะเจอว่าจริงๆ แล้วมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นมากกว่าที่คิด

หรือถ้าวันไหนมีเรื่องแย่มากกว่าดี ก็ไม่จำเป็นต้องโกหกตัวเองว่ามันดี แต่จำไว้เสมอว่า การเจอเรื่องแย่ๆ ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะไม่มีความสุข

It’s just a bad day, not a bad life.

Tip 2. ให้มองสิ่งที่เรามี แทนสิ่งที่เราอยากมี

หลายคนมักจะวาดฝันถึงสิ่งที่อยากมีในอนาคต เช่น ฉันอยากจะซื้อบ้านสักหลัง ฉันอยากได้รถสักคัน ถ้ามีเงินแสนนึงฉันจะเอาไปเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องผิดนะ แต่ถ้าหากเรามองย้อนกลับมาในชีวิต แล้วพบว่ายังมีภาระหนี้สินรัดตัว หรือมีข้อจำกัดบางอย่างฉุดรั้ง ฝันหวานที่วาดไว้ ก็อาจกลายเป็นฝันร้ายแทน

วิธีแก้คือ ให้ลองกลับมามองสิ่งที่เมื่อก่อนเรายังไม่มี แต่ตอนนี้มีแล้ว วิธีนี้จะช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเอง และรับรู้ว่าตัวเราเติบโตขึ้นมากขนาดไหน หลัก จิตวิทยา อีกอย่าง คือ อย่าพยายามเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่คนอื่นมี แต่ให้เปรียบเทียบตัวเราในอดีตกับปัจจุบันแทน

อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ คือลองลิสต์สิ่งที่ “ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน” ในชีวิตเราออกมา อาจจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง ของที่มีคุณค่าทางจิตใจ สุขภาพ ความฝัน หรือความรู้ที่เรามี เราจะยอมแลกสิ่งนั้นกับเงินมั้ย วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้สึกภูมิใจว่า ที่จริงแล้วเราก็มีสิ่งดีๆ ที่ประเมินค่าไม่ได้อยู่กับตัวนะ

Tip 3. มองความรักในปัจจุบัน แทนการนั่งรอความรักจากอนาคต

วิธีนี้จะคล้ายๆ กับข้อด้านบน แทนที่จะมองว่าใครรักเราบ้าง ให้มองว่าเรารักใครบ้าง ลองหาดูว่า “ความรัก” ที่เรามีอยู่ มันอยู่ตรงไหน อาจจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือสัตว์เลี้ยง และจำไว้เสมอว่าคนที่เราควรรักที่สุดก็คือ “ตัวเอง”

ลองถามตัวเองดูว่าวันนี้เรารักตัวเองพอหรือยัง เราให้รางวัลอะไรกับตัวเองบ้าง เราได้ชมตัวเองบ้างรึเปล่า วิธีนี้จะช่วยให้เราเชื่อมั่นในความรัก และไม่รู้สึกว่าขาด หรือต้องรอให้ใครมารักเรา

I see it, I like it, I want it, I got it.

แรกๆ อาจจะยากหน่อย เพราะเราชินกับการคอยนึกถึง และเฝ้าฝันว่าสิ่งดีๆ จะมาหา แต่ถ้าเราลองใช้เทคนิค 3 ข้อนี้บ่อยๆ เราจะเริ่มเชื่อมั่นออกมาจากข้างใน และเมื่อเราเชื่อ หรือมีพลังงานด้านบวกกับสิ่งนั้นมากๆ เราก็จะดึงดูดสิ่งนั้นให้เข้ามาหาเอง ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือความรักก็ตาม

เหมือนประโยคในเนื้อเพลงของ Ariana Grande ที่จริงๆ แล้วมีหมายความว่า “เพราะฉันเชื่อว่าฉันจะได้ ฉันจึงมี Passion ในการไขว่คว้า และฉันก็ได้มันมาไว้ในกำมือจริงๆ” นั่นเองค่ะ

_____________

อ่านเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ จากผู้หญิงสมัยนี้ :
ลด อา การ Burn out ด้วย Niksen แนว คิด ของ การ ไม่ ทำ อะ ไร เลย
Toxic Positivity คิด บวก จน เป็น พิษ แค่ อ่าน คำคม เท่ๆ แก้ ปัญ หา ชี วิต ไม่ได้
อภัย ตัว เอง ให้ ได้ แล้ว ชี วิต จะ มี ความ สุข

นักเขียนสโลว์ไลฟ์ที่ติดชาเพราะดื่มกาแฟไม่ได้ ติดเกมนิดหน่อย ติดนิยายไม่มาก และชอบใช้วันหยุดไปกับการนอน