fbpx
TOP
Image Alt

thewmtd

7 ขั้นตอน บำรุงผิว 101 Routine เป๊ะปังที่ผู้หญิงต้องรู้

จะมีผิวสวยอย่างที่ใจฝัน ไม่ได้มาง่ายๆ ข้ามการเลือก สกินแคร์ ให้ถูกกับสภาพผิวของเราไปก่อน วันนี้เราจะมาเม้าท์ให้ฟังเกี่ยวกับรูทีน (routine) หรือกิจวัตรในการลงสกินแคร์ บำรุงผิว ที่ถูกต้องดีงาม ต้องเป็นอย่างไร

จะบอกว่าลำดับในการทาสำคัญนะ เพราะสารออกฤทธิ์ (Active Ingrediant) ในครีมบางตัว อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ สูตรแบบเบสิคเลยก็คือ “ลงครีมเนื้อบางก่อน ค่อยลงครีมเนื้อหนา” แบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ ตามหน้าที่ของสกินแคร์ บำรุงผิว ได้ง่ายๆ ดังนี้เลย 

ทำความสะอาด

การปรนนิบัติผิวที่ดี เริ่มต้นที่การทำความสะอาด ถ้าออกตัวดีตั้งแต่แรก ก้าวต่อๆ ไปก็เริ่ดจนหยุดไม่อยู่ และเนื่องจากเป็นขั้นตอนแรกในการดูแลผิว เราจึงควรเริ่มอย่างอ่อนโยนที่สุดก่อน และเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา 

ในการทำความสะอาด เราจะแยกออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ

1. Remover : ล้างเครื่องสำอางค์ ทำความสะอาดเฉพาะจุด  
ขั้นตอนนี้จะอยู่ในรูทีน ช่วงกลางคืน ในวันที่เราแต่งหน้าออกจากบ้าน ก่อนล้างหน้า ควรใช้ makeup remover ทำความสะอาดเครื่องสำอางค์ออกเสียก่อน ซึ่งตัวนี้จะเน้นการเช็ดเครื่องสำอางค์ ออกจากใบหน้าเท่านั้น เพราะเป็น water-based (แต่ก็แล้วแต่สูตรของแต่ละแบรนด์ด้วยนะ)
 

ตอนนี้มีเทรนด์การทำความสะอาดใบหน้า “double cleansing” คือการ ล้างหน้า 2 ครั้ง ล้างด้วย Oil + ล้างด้วยน้ำ โดยล้างเอาเครื่องสำอางค์หรือครีมที่เป็น oil-based ออกก่อนขณะที่เราหน้าแห้ง แล้วจึงตามด้วยการล้างหน้าพร้อมกับน้ำ ด้วยที่ล้างหน้าตามปกติ 

2. Cleansing/Cleansing oil : ล้างทำความสะอาดในขั้นแรก
หรือจะใช้เป็น cleansing oil ล้างกันแดดหรือเครื่องสำอางค์ก็ได้เช่นกัน ซึ่งเจ้าตัวนี้จะทำความสะอาดได้ล้ำลึกมากกว่า makeup remover เพราะเป็น oil-based จึงสามารถทำความสะอาดครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมันออกได้ดี 

Cleanser : ล้างทำความสะอาดหน้าในขั้นสอง  
ทำความสะอาดด้วย cleanser หรือโฟมล้างหน้าใดก็ได้ ที่เหมาะกับสภาพผิวเรา โดยควรจะเลือกสูตรที่อ่อนโยน และทำความสะอาดได้ล้ำลึก 

เตรียมผิวหน้า

การปรับสภาพผิวก่อนลงครีมด้วยขั้นตอนเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่สำคัญ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงจะมีแค่โทนเนอร์ (Toner) แต่ต้องขอบคุณเทคโนโลยี ตอนนี้มีสิ่งใหม่ที่เรียกว่า เอสเซ้นท์ (Essences) งอกขึ้นมาให้เราสับสนเล่นๆ แล้ว เย้! 

1. Toner : ปรับสภาพผิว  
หลังจากเราล้างหน้าแล้ว สภาพผิวเราจะมีค่า pH เป็นด่างกว่าค่าปกติ ซึ่งอาจทำให้ สารออกฤทธิ์ (Active Ingrediant) ในการลงครีมบำรุงขั้นต่อไปทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จึงต้องใช้โทนเนอร์เช็ดหน้า ปรับสภาพผิวให้มีค่าที่เหมาะสมก่อนนั่นเอง (4.7-5.7) 

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีโฟมล้างหน้าหลายแบบ ที่มีค่า pH เหมาะสมอยู่แล้ว (pH 5.5)  ถ้าใครใช้โฟมล้างหน้าเหมาะสม และรู้สึกว่าตอนนี้ผิวดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องสรรหามาใช้ก็ได้จ้า 

ซึ่งเดี๋ยวนี้โทนเนอร์ก็มีสรรพคุณหลากหลาย ทั้งช่วยเรื่องรูขุมขน เรื่องสิว เรื่องความชุ่มชื้น หรือแม้แต่เรื่องความกระจ่างใส ช่วยเพิ่มความสำคัญของขั้นตอนเล็กๆ นี้ให้สำคัญขึ้น ถือกำเนิดเป็น essence นั่นเองงง

2. Essences : ปรับสภาพผิวพร้อมบำรุง 
เอสเซ้นท์จะอยู่กึ่งกลางระหว่างการปรับสภาพผิว ไปสู่การบำรุง ด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบาเหมือนน้ำ แต่อุดมไปด้วยวิตามิน หรือสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ใช้เป็นอันดับแรก ในบรรดาตัวบำรุงผิวทั้งหมด ซึ่ง Essences จะมีคุณสมบัติคล้ายโทนเนอร์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งสองอันก็ได้

รักษาเฉพาะจุด/ปัญหา 

เข้าสู่ขั้นตอนที่เป็นหัวใจของการบำรุงผิวแล้ว! ในขั้นตอนนี้จะเป็นการแก้ไข ฟื้นฟู ปัญหาผิวหน้าเฉพาะจุด เช่น เสริมความแข็งแรงให้ผิว, ลดเลือนริ้วรอย, ลดรอยสิว รอยแดง, จุดด่างดำ  ซึ่งการบำรุงเหล่านี้มาในหลายรูปแบบ อาจจะใช้ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาต่างกัน (ทาเรียงลำดับเท็กเจอร์บางเบา ไปหนา) หรือจะเลือกใช้แบบใดแบบหนึ่งก็ได้เช่นกัน

1. Serum : บำรุงเข้มข้น
ตัวบำรุงที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุด คือนึกไม่ออกว่าจะบำรุงยังไงก็นึกถึงเซรั่มไว้ก่อน เนื้อสัมผัสคล้ายเจล มีความหนืดกว่า essence  มีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ตัวใดตัวหนึ่งสูง เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด เช่น จุดด่างดำ ริ้วรอย ความชุ่มชื้น เป็นต้น 

2. Ampoules : บำรุงเข้มข้นกว่า เห็นผลในระยะสั้น 
น้องใหม่มาแรง เป็นเหมือนแฝดพี่แฝดน้องของเซรั่ม แต่มีความเข้มข้นกว่า เป็นเทคโนโลยีใหม่จากฝั่งเอเชีย (aka แม่เกาหลี) ที่เป็นโมเลกุลเล็กกว่าเซรั่ม ทำให้ซึมลึกได้มากกว่า เอาไว้ใช้ในระยะสั้นๆ เป็นเหมือนตัวเร่ง กดสูตรฟื้นฟูผิวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จะมาในรูปแบบโดสแยกเล็กๆ เพื่อการใช้งานในแต่ละครั้ง หรือมาในปริมาณน้อยๆ เพียงพอต่อการใช้งานให้หมดภายในระยะเวลาสั้นๆ (แล้วแต่แบรนด์) 

3. Eye Treatment : บำรุงเฉพาะส่วนใต้ตา
การบำรุงตา ต้องแยกออกมาจากการบำรุงทั้งหมด เป็นบริเวญสามเหลี่ยมทองคำที่จะกำหนดอารมณ์โดยรวมของใบหน้าเราได้ แต่ก็เอาใจอยากเหลือเกิน เพราะเป็นจุดบอบบาง แพ้ง่าย และยังไม่สามารถผลิตน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้นด้วยตัวเองได้อีก จึงต้องใช้ครีมสำหรับส่วนใต้ตาโดยเฉพาะนั่นเอง

4. Spot Treatment : รักษาเฉพาะจุด
การรักษาเฉพาะจุด ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องสิว ที่เรารู้จักกันนาม “ที่แต้มสิว” เพื่อเร่งให้สิวยุบตัว และไม่ทิ้งรอยแดง (แล้วแต่แบรนด์) โดยส่วนใหญ่มักจะมีเนื้อสัมผัสซึมไว บางเบา ควรจะทาในขั้นตอนแรกๆ ให้สัมผัสกับผิวโดยตรงที่สุด เพื่อให้สารออกฤทธิ์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

ที่สำคัญ อย่าลืมว่าที่แต้มสิวมักจะออกฤทธิ์ทำให้ผิวแห้งลอก ควรทาเฉพาะจุดที่มีปัญหา และตามด้วย moisturizer คืนความชุ่มชื้นให้ผิวเสมอ 

คืนความชุ่มชื้น บำรุงผิว

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทรนด์ความงามที่แบรนด์และบิวตี้กูรูต่างๆ พูดถึงเสมอคือ “การเติมน้ำให้ผิว” เน้นการคืนความชุ่มชื้นให้ผิว เพื่อผิวแข็งแรง มากกว่าจะเน้นที่การแก้ปัญหาผิวเป็นจุดๆ ไปเหมือนยุคก่อนหน้านี้แล้ว เพราะ ใช่แล้วค่ะ ความชุ่มชื้นคือพื้นฐานความแข็งแรงของผิว เมื่อผิวแข็งแรงการแก้ปัญหาผิวต่อๆ ไปก็ทำได้ง่ายดาย 

1. Moisturizer : ความชุ่มชื้นเพื่อผิวแข็งแรง 

แก้ไขปัญหาผิวในจุดต่างๆ กันไปแล้ว อย่าลืมคืนความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว และล็อกสารออกฤทธิ์ต่างๆ ที่เราลงไปก่อนหน้าให้ทำงานอย่างเต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เวลาที่ดีที่สุดในการลงมอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์คือขณะที่หน้าชื้น ดังนั้นหลังจาก ทาทรีทเม้นท์ต่างๆ ไปแล้ว ให้ตามด้วยมอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ให้เร็วที่สุด แต่ให้เว้นบริเวณที่ทาที่แต้มสิวไว้ เพื่อไม่เป็นการรบกวนการทำงานของสารออกฤทธิ์ในที่แต้มสิว

อันที่จริงแล้ว การคืนความชุ่มชื้นให้ผิว เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนลงโทนเนอร์ (บางสูตร) หรือเอสเซ้นแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอทำให้ผิวแข็งแรง มอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์จึงเป็นสกินแคร์ตัวสำคัญ ที่ขาดไม่ได้

แม้คุณสมบัติหลักของมอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ คือการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเหมือนกัน แต่อาจมีการเติมคุณสมบัติรอง เช่น ลดจุดด่างดำ เพิ่มความกระจ่างใส หรืออื่นๆ เข้ามาด้วย 

เนื้อสัมผัสของมอยซ์เจอร์เซอร์มีหลากหลาย เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิว และการใช้งาน ถ้าเป็นช่วงเช้าควรเลือกเป็นเนื้อสัมผัสบางเบา มากกว่าช่วงกลางคืน ที่สามารถโบกครีมเนื้อหนาเพื่อปรนนิบัติผิวได้ยาวนานตลอดคืน 
อย่างไรก็ตาม มอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์มีหลากหลายเนื้อสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น ออย เจล หรือครีม และควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง

2. Sleeping Mask : ล็อกความชุ่มชื้น

นวัตกรรมความงามจากฝั่งเอเชีย แม่เกาหลีไง จะใครล่ะคะ ผู้ให้กำเนิด Sleeping Mask ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนซีลล็อกสกินแคร์ ซีรั่มต่างๆ ที่เราลงไว้ก่อนหน้านั้น เพื่อให้ออกประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ คงความชุ่มชื้นไว้ได้ทั้งคืน 

ซึ่งก็มีอยู่หลายสูตรทีเดียว โดยส่วนมากจะมีส่วนผสมของ active ingrediant ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้อ ปลอบประโลมผิว เช่น Hyaluronic acid ฉาบบำรุงไว้ข้ามคืน ตื่นมาพร้อมกับผิวฉ่ำฟู สุขภาพดี

ปกป้องผิวจากแสงแดด 

ปิดท้ายการดูแลผิว ช่วงเช้า ด้วยการลงครีมกันแดด ขั้นตอนนี้ลืมไม่ได้เด็ดขาด สกินแคร์ที่ลงไปจะเก่งมาจากไหน เจอแดดแบบไม่ทาครีมกันแดดเข้าไปก็ไร้ประโยชน์จ้า

1. Sunscreen : เกราะกันแดด
ทำหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสี UV ที่เป็นตัวการของปัญหาผิวหลายอย่าง ไม่ว่าจะผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ แห้งกร้าน ดำคล้ำ แสบไหม้ ไปจนถึงมะเร็งผิวหนัง ครีมกันแดดมีวางขายในหลายรูปแบบ หลายเนื้อสัมผัส เช่นเดียวกับสกินแคร์

หลักในการเลือกครีมกันแดด มีง่ายๆ เพียง 

  1. เลือกครีมกันแดดที่มีเนื้อสัมผัสเหมาะกับสภาพผิว ไม่แพ้ และอยากจะหยิบมาใช้ได้ทุกวัน
  2. ปกป้องทั้ง UVA และ UVB
  3. ใช้สูตรค่า SPF 15+ สำหรับวันที่อยู่ในร่ม 
  4. ใข้สูตรค่า SPF 30+ สำหรับวันที่อยู่กลางแจ้ง 

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการทาครีมกันแดดอยู่ อาจทำให้ใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ ผิวยังคล้ำ ฝ้ายังถามหา ต้องอ่าน  “ความเข้าใจผิดเกี่ยว Sunscreen”

เครื่องหน้าอาจจะไม่ถูกใจสมัยนิยม แต่คอนเซ็ปท์ของผู้หญิงสมัยนี้คือเราเชิดชูความงามที่มาจากภายใน ชายน์ออกมาจากความมั่นใจ ใช้ผิวสุขภาพดี บวกความมั่นใจ ทำให้น่ามองในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเหมือน!

สาวช่างฝันในวัยทเว็นตี้ซัมติง เรียนด้านเขียนอ่าน บันทึกเรื่องราวด้วยการสังเกตและบทสนทนา ชอบงานคราฟท์ ปักผ้าได้ พยายามหัดถักนิ้ตติ้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ