fbpx
TOP
Image Alt

thewmtd

อาร์ม-กรกฎ : จากนักเขียนด้าน แฟชั่น สู่พนักงานขายสูท “เพราะเราไม่ควรจำกัดตัวเองแค่อย่างเดียว”

เชื่อว่าคนในยุคปัจจุบัน มีความต้องการและเป้าหมายมากมายที่อยากจะทำให้สำเร็จ ซึ่งก็มักจะถูกปิดกันไว้ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลา เงินทุน ความกลัว หรือไฟในใจที่ยังจุดไม่ติด แต่ไม่ใช่สำหรับ “คุณอาร์ม-กรกฎ” คนที่พร้อมกระโดดใส่ และทดลองกับทุกความชอบของตัวเอง ตั้งแต่ เกม ดนตรี จนได้เจอตัวตนที่ชัดที่สุดในงานสาย แฟชั่น

เรามาดูกันดีกว่าว่าคุณอาร์มมีมุมมองการใช้ชีวิตในเส้นทางที่เต็มไปด้วยทางเลือกนี้ยังไง ตั้งแต่ความฝันที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์ ความรักในเสียงดนตรี มาจนถึง แฟชั่น และมีคำแนะนำดีๆ สำหรับ “ชาวเป็ด” ที่อยากเจอทางของตัวเองมั๊ยนะ?

ฝัน/ การเล่นเกมด้วยความชอบอย่างจริงจัง จนอยากเป็น “โปรแกรมเมอร์”

Q: แนะนำตัว
A: สวัสดีครับ ชื่ออาร์ม กรกฏ อุ่นพาณิชย์ อายุ 30 ปี ครับ

Q: ตอนเด็ก ‘ฝัน’ อยากเป็นอะไร? เพราะอะไร?
A: ตอนเด็กนะ น่าจะตอนประถม เคยฝันว่าอยู่เป็นโปรแกรมเมอร์ ตอนนั้นเป็นพีซีแบบเครื่องนอนอ่ะเนอะ จอหนาๆ แล้วเราก็เล่นเกม เป็นเด็กประถมที่เล่นเกม แต่ก็เรียนหนังสือนะ โชคดีเป็นเด็กหัวดี แล้วเราก็เล่นเกมเยอะมากตอนนั้น แต่ว่าที่บ้านก็ไม่เคยห้าม เป็นครอบครัวต่างจังหวัดที่พ่อเป็นช่างอ่ะครับ อยู่จังหวัดสตูล ห่างไปมากครับ ไม่ค่อยมีสื่ออะไรหรอก แต่ว่าพ่อก็ไม่เคยห้ามเลยที่ลูกชายชอบเล่นเกม เขาคงรู้ว่าลูกสามารถที่แยกแยะได้ ชีวิตกับเกม ดังนั้นเขาก็สนับสนุนโดยการพาไปร้านหนังสือ แล้วเราก็จะเจอพวก Magazine ต่างๆ เพราะยุคนั้นมันไม่มีอินเตอร์เน็ตใช่มะ มันไม่มีข้อมูลอะไรเลย ด้วยความที่เราชอบขวนขวายเงี้ย เราไปเจอ Magazine เกี่ยวกับเกม Future Gamer เราก็ซื้อมาอ่าน ดังนั้น มันเหมือนเป็นการปลูกฝังตัวเรา เลยทำให้รู้ว่า เราเป็นคนที่เวลาเราชอบอะไร ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล่นๆ เราก็เล่นมันอย่างจริงจังตลอด ถ้าเราชอบมันแล้ว

อยู่/ เด็กวิทย์ที่มองไม่เห็นภาพตัวเองกับ “ศิลปะ” สู่การเรียนประพันธ์เพลง

Q: แล้วแบบนี้ได้สานฝันการเป็นโปรแกรมเมอร์ในช่วงเรียนมั๊ย?
A: เรียนสายวิทย์ครับ ตอน ม.ปลายเรียนวิทย์คณิตเลย ที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย สืบเนื่องมาจากนั้นแหล่ะ เรายังมีความรู้สึกว่าเราอยากเป็นโปรแกรมเมอร์นะจริงๆแล้ว แล้วก็ ความรู้สึกในการเรียนสายศิลป์ของเราตอนนั้น เราคิดไม่ออก เหมือน เรามองภาพไม่ออกว่าเรียนไปแล้วเราจะไปทำอะไร ด้วยความที่อายุน้อยด้วย เรามองไม่ออกจริงๆ ว่าตัวเองกับศิลปะจะเข้ากันได้ยังไง ก็เลยเลือกเรียนสายวิทย์

Q: ช่วงมหา’ลัยล่ะ?
A: พอมามหา’ลัย ก็อยากเรียนดุริยางค์เฉยเลย ทั้งที่มาจากการเรียนสายวิทย์ด้วยนะ แต่ก็เราชอบดนตรีอ่ะ ตอนอยู่ ม.ปลาย ก็ชอบเล่นกีต้าร์ แต่ เรารู้สึกว่าเราอยากพาตัวเองเข้าหาศิลปะ เราชอบฟังดนตรี เราชอบดูภาพสวยๆ ชอบสิ่งสวยงาม เราว่าศิลปะเป็นวิธีการสื่อสารที่มีอารยธรรมอ่ะครับ เราชอบสิ่งนั้น ในเมืองเล็กๆอย่างหาดใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีอะไรนอกจากโรงเรียนดนตรีสยามกลการ เราก็ไปเรียน และมีความฝันอันแรงกล้าอย่างมากว่าอยากเข้าดุริยางค์ ปีแรกก็ได้เข้าคณะดุริยางคศาสตร์ ม.ศิลปากร ด้วยการสอบกีต้าร์คลาสสิก แล้วก็เรียนได้แปปนึง เราก็ซิ่ว แต่ว่าในระหว่างนั้นเราก็ไม่เอาละนะ คืออยู่ๆเราก็รู้สึกว่าเราไม่เรียนละ เราก็เลยขอสละสิทธิ์ พอยื่นคะแนนตอนจะสอบแอดมิดชั่น เราก็ยื่นคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ติดด้วย… ไม่ไปรายงานตัวอีกเว้ย…เลยมาเข้าเอกประพันธ์ดนตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่จุฬาฯ

คือ/ ลงเอยที่การทำงานสาย แฟชั่น ?

Q: ทำไมไม่สานต่องานด้านดนตรี?
A: …หลังจากที่จบจากคณะศิลปกรรมที่จุฬาฯ เราก็บอกตัวเองว่าเราจะไม่หากินเกี่ยวกับดนตรีนะ เพราะเราไม่ชอบตัวเองที่อยู่กับดนตรีตรงนั้นอ่ะ ก็เลยเริ่มเบนมาว่า เราชอบแต่งเพลงเนอะ แต่มันเป็นการแต่งดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้อง ซึ่งเราไม่อยากหากินกับสิ่งนี้ เราเลยอยากแต่งหนังสือ เพราะอย่างน้อยคนที่อ่านหนังสือได้ ก็จะเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสาร แต่กับดนตรีมันต้องเป็นคนที่เข้าใจไวยากรณ์ของดนตรีก่อน ถึงจะมีโอกาสเข้าใจในสิ่งนี้ เราเลยเบนเข็มว่าเราแต่งหนังสือแล้วกัน เราอยากเป็นนักเขียน ก็เลยสมัครงาน โชคดีที่ Post Intermedia บอกว่ามี 2 เล่มที่ว่าง คือ Marie Cliare กับ ELLE MEN …HR ก็ไม่ต้องคิดอะไรเลยบอกน้องไป ELLE MEN ดีกว่า ฟังจากเสียงแล้วก็ไป ELLE MEN ดีกว่า ก็เลยโอเค ได้ ก็สมัครไป

Q: เพราะอะไรถึงเป็นแฟชั่น ?
A: แฟชั่นคือความเป็นมนุษย์ มันคือวัฒนธรรม มันไม่ใช่แค่การเดือนเข้าไปในห้างแล้วซื้อ Margiela มาใส่ ซื้อ Levis, Loius Vuitton มาใส่ มันไม่ใช่อะไรอย่างงั้นเลย แต่มันเป็นการบอกว่าคนๆนึง เลือกทีจะสะท้อนสิ่งที่ตัวเองคิดหรือสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยที่เขาไม่ต้องพูด แล้วพอมองลงไปลึกๆ ที่นี้ก็สอนอีกว่า แฟชั่นไม่ใช่เรื่องของเปลือกอย่างเดียวนะ แต่ว่าสังคมก็ขับเคลื่อนด้วยสิ่งนี้อยู่เหมือนกัน มันคือตัวแสดงค่านิยมของคนอยู่ในช่วงเวลานึงอ่ะ

Q: การก้าวเข้ามาทำงานเป็น Sales Tailor ที่ The Somchai
A: เราก็มีโอกาสได้สัมภาณ์คนที่เขาทำร้าน เดอะสมชาย เหมือนกัน ก็คือ พี่ตองกับพี่โอ็ต ซึ่งสองคนนี้ก็เป็นคนน่าสนใจ และเห็นความน่าสนใจของกันและกัน…สุดท้ายด้วยความที่มันถึงเวลาที่เราอยากเปลี่ยนงานด้วย อือ มาสู่การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสไตล์มากขึ้น เพราะว่าต้องยอมรับว่าเราคิดถึงสิ่งนี้มาก มากขึ้นเรื่อยๆ มันเหมือนเข้ามาในความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วโอกาสมันเข้ามาพอดี เลยรู้สึกว่าถ้างั้น เขาเห็นว่าเราน่าจะเข้าไปทำอะไรได้บ้างในนั้น ก็เลยได้มาทำที่นี่อ่ะครับ

Q: แต่ก็ยังไม่ทิ้งการเขียนใช่มั๊ย?
A: ตอนนี้เราก็ทำทั้งสองอย่างเนอะ เป็นคอลัมนิสต์ให้กับเว็บไซต์ W Ministry เป็นคอลัมนิสต์เกี่ยวกับเสื้อผ้าและสไตล์

Q: ข้อดีของการทำงาน 2 งาน
A: เราไม่ควรจะจำกัดตัวเองแค่อย่างเดียว เพราะการไม่จำกัดตัวเองอ่ะครับ มันคือการเปิดมุมมองให้กับตัวเองด้วย เปิดมุมมองทั้งด้านคลังความรู้ในสมอง และกระเป๋าตังค์ด้วย คือไม่ผิดนะที่เราจะทำงานแค่อย่างเดียวในชีวิต ไม่ผิดเลย ถ้าหากว่าแฮปปี้ก็ทำไป แต่ถ้าคิดว่าไม่แฮปปี้กับงานนั้น ก็ต้องหาอย่างอื่นทำ แล้วการทำงานที่เดอะสมชาย ทำให้เรามีวัตุดิบในการเขียนหนังสือ มันไม่ใช่การที่เราแนะนำว่า สวัสดีครับ นี่คือ สูทตัวนี้ราคาหนึ่งแสนสี่หมื่นห้าพันบาทครับ แต่ว่ามันจะต้องเข้าใจด้วยไง บริบทของการใช้งาน มันเอาไปใช้งานในโอกาสอะไร เห็นไหมว่าสุดท้ายมันคือ Career Path มันคือสโคปเดียวกันของคำว่า แฟชั่น สไตล์ หรือว่า Men’s Wear

Q: ฝากถึงคนที่ยังค้นหาตัวเอง และมีความสนใจหลากหลายจนเชือกไม่ถูก
A: ก็ไปแม่งทุกทางแหล่ะครับ ไปดิ ไม่เห็นต้องเลือกเลยครับ แบบยุคนี้มันเป็นเรื่องปกติมาที่คนคนนึงควรจะทำอะไรได้หลายๆอย่างด้วยซ้ำ เหมือนบางทีแบบ หาตัวเองไม่เจอ …หาไม่เจอเหมือนกัน ทุกวันนี้ก็ยังหลงอยู่เลย สามสิบแล้วยังหลงๆอยูเลยเนี่ย เดี๋ยวใครจะรู้อีกสักพัก อีก 2 ปีข้างหน้า อ่าว บอกว่าอยากเป็นช่างตัดเสื้อ อาจจะไม่อยากเป็นแล้วก็ได้ แต่อยากน้อยก็บอกเขาได้ว่า อ่อ ผมลองตัดดูแล้วครับ ลองตัดดูแล้ว เสร็จแล้วด้วยตัวนึง สองสามตัว ไม่เวิร์คเลยว่ะ ไม่คุ้ม เนี่ย มันก็จะได้รู้ไงว่าได้ลองแล้ว บางคนแบบก็งงอยู่นั่นแหล่ะ พอถามว่าได้ทำอะไรบ้างยัง ก็บอกว่า เนี่ยพี่ ผมยังวางแผนอยู่เลย มึงจะวางแผนไปไหนวะ มึงก็ทำดิ ไม่เห็นต้องเสียตังค์เลย ก็ทำไปดิ
แล้วเดี๋ยวพอทำไปเสร็จ ใช่มะ เออ มันก็จะบอกเราเองแหล่ะครับ ว่าเราอยู่กับสิ่งไหนได้นานที่สุด

Q: ฝากเพจ
A: ชื่อเพจว่า Americano Taste เราให้คำจำกัดความว่ามันคือ Taste of style, simplicity and story เรามองว่าอเมริกาโนเป็นเครื่องดื่มที่ง่ายมาก มันมีแค่เอสเพรสโซกับน้ำเปล่า มันคืออะไรก็ได้ที่มันเรียบง่ายและเป็นตัวเราที่สุด

____________________________________________________
สามารถอ่านเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจแบบนี้ได้ที่เว็บไซต์ ผู้หญิงสมัยนี้
ปราง-พิมพ์ภัทร์ กับการลองผิดลองถูกจนในเจอสิ่งที่รัก ในอาชีพ ACTING COACH
ค้นหาตัวเองใน ข้อดีของการเป็ด เก่งหลายอย่าง ออกตัวช้า แต่ถึงเป้าหมายเหมือนกัน
ซอล-อณวิทย์ Go!Graph กับเส้นทางกว่าจะเป็น Travel Content Creator

สาวน้อยคาแรคเตอร์ไหลลื่น ผู้คลั่งรักในศิลปะทุกแขนง เชื่อว่าการดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เสพงานอาร์ต ก็เหมือนการป้อนอาหารดีๆ ให้สมองและหัวใจ ...อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตให้สนุกและสุนทรีย์ ในทุกๆวันไปด้วยกันนะ :)