TOP
Image Alt

thewmtd

ผู้หญิงใช้คำพูด และ (อาจจะ) เถียงได้เก่งกว่าผู้ชาย โดยธรรมชาติ

ปัญหาคู่รัก ที่ทุกคนต้องเคยเจอ คือ ตอน เถียงแฟน ผู้ชายไม่ค่อยพูดเรื่องความรู้สึก ไม่เปิดอก จนความสัมพันธ์ไม่ถูกพัฒนา ปัญหาไม่ถูกแก้ไขสักที (โว้ยยย)

ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเข้าหา และเปิดประเด็นก่อนเสมอ จนบางครั้งการ เถียงแฟน ทำให้ดูเป็นคนจู้จี้ไปซะงั้น และถ้าเปิดประเด็นสำเร็จ ได้ถกเถียงกันขึ้นมาเมื่อไร คำพูดคำจาก็มักจะมาจากผู้หญิง และคุณผู้ชายส่วนใหญ่ จะเถียงได้ไม่ทันปากทันใจ หรือไม่ก็ตัดบท ขออยู่เงียบๆ คนเดียวดีกว่า 

เคยสงสัยมั้ย ว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น? และจะรับมือยังไง ให้คุยกันรู้เรื่อง ไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดอยู่คนเดียว 

ผู้หญิงใช้คำพูดได้เก่งกว่าผู้ชาย อาจเพราะบทบาท “แม่”

บทบาทแม่

เราน่าจะได้ยินตลกเสียดสีที่พูดกันต่อมาทุกยุค ทุกสมัย ว่าผู้หญิงพูดมาก เป็นแม่ขี้บ่น หรือมีเมียช่างจู้จี้ไม่เคยสงบสุข เช่นในสื่อต่างๆ อย่างละครหรือหนังเองก็ตาม ก็จะฉายภาพคู่สามีภรรยา ที่สามีหน้าตาเหนื่อยหน่ายไม่มีสิทธิมีเสียง หรือขี้เกียจจะเถียงกับเมียขี้บ่นเต็มแก่ 

อาจเพราะธรรมชาติมอบ “คำพูด” เป็นอาวุธมาให้ผู้หญิงมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตอนที่โฮโมเซเปียนเริ่มก่อร่างสร้างครอบครัว รู้จักการอยู่เป็นกลุ่ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เผ่าพันธุ์ 

ผู้ชายรับบทนักล่า ในขณะที่ผู้หญิงรับบทผู้ดูแล จัดการความเรียบร้อยของบ้าน ให้กำเนิดทายาท และเป็นคนสั่งสอน ส่งต่อความรู้ให้ลูกน้อยด้วย “คำพูด” ในขณะที่ต้องสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ด้วยการสร้างเครื่อข่ายทางสังคม หรือก็คือสมาคมแม่บ้าน อย่างที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในปัจจุบัน ก็ถูกสร้างผ่านการพูด การสื่อสารเช่นเดียวกัน 

ตั้งแต่อดีตกาล การพัฒนาสมองในส่วนความสามารถทางการพูด ของผู้หญิงจึงถูกพัฒนาได้ดี เฮเลน ฟิชเชอร์ (Helan Fisher) นักมานุษยวิทยา กล่าวไว้ใน TEDtalk ของเธอในหัวข้อง Why we love, Why we cheat? ว่า 

“ผู้หญิงมีความสามารถในการหยิบเอาคำที่ถูกต้องมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว” ฟิชเชอร์กล่าว “พวกเธอทำแบบนี้มานานนับล้านปีแล้ว คำพูดเป็นเหมือนเครื่องมือของผู้หญิง พวกเธออุ้มลูกน้อยประจันหน้าตัวเอง พะเน้าพะนอ ดุด่า สั่งสอน ให้ความรู้ลูกน้อยด้วยคำพูด แน่นอนว่าคำพูด จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของพวกเธอ” 

  • ผู้หญิงรับบทผู้ดูแลครอบครัว เลี้ยงลูก และเข้าสังคมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ครอบครัว ความสามารถในการพูด และการใช้คำพูดจึงถูกพัฒนาได้ดี
  • ด้วยบทบาทแม่ ทำให้สมองส่วนความสามารถในการพูดของผู้หญิง พัฒนาได้ดี 

ใช้คำพูดเก่ง ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงพูดมากกว่าผู้ชาย

เถียงแฟน

ในหนังสือ The Female Brain ตีพิมพ์เมื่อปี 2006 โดย ดร. ลูแอนน์ บริเซนดีน (Louann Brizadine) อ้างว่าในหนึ่งวัน ผู้หญิงพูดประมาณ 20,000 คำ ในขณะที่ผู้ชายพูดประมาณ 7,000 คำ กลายเป็นความเข้าใจเหมารวมว่าผู้หญิงพูดมากกว่าผู้ชาย 

แต่! มีผู้เชี่ยวชาญออกมาค้านแล้วนะจ๊ะว่า ไม่จริง

มาร์ค ลิเบอร์แมน (Mark Liberman) ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University od Pennsylvania) ทำการค้นคว้า สืบไปสืบมาพบว่า ข้อมูลที่บริเซนดีนเอามาอ้างในหนังสือนั้น เชื่อถือไม่ได้ และบริเซนดีนเอง ก็เขียนแถลงการณ์ยอมรับอย่างเป็นทางการแล้ว และจะนำข้อมูลดังกล่าวออกจากการตีพิมพ์ฉบับต่อไป แต่คนที่เข้าใจผิดไปแล้ว อาจจะไม่ได้หันกลับมาทำความเข้าใจใหม่ และคงเชื่อตลอดไปว่าผู้หญิงพูดมากกว่าผู้ชายจริงๆ 

อันที่จริงแล้ว ปัจจัยที่ทำให้ “คน” มีโอกาสพูดมากกว่า คือ “สถานะ” มากกว่าเพศ เช่น ในออฟฟิศ คนที่พูดมากกว่าต้องเป็นหัวหน้า เจ้านาย ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มากกว่าพนักงานระดับจูเนียร์อยู่แล้ว หรือในครอบครัว หากพ่อเป็นคนคอยดูแลทุกอย่างก็อาจะพูดมากกว่าแม่ก็เป็นไปได้ 

  • ไม่มีบทวิจัยใด ยืนยันได้แน่ชัดว่าผู้หญิงพูดมากกว่าผู้ชาย
  • “สถานะ” ทางสังคมเป็นข้อบ่งชี้โอกาสในการพูดมากหรือน้อย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย 

สิ่งที่ทำให้การถกเถียงระหว่างคู่รักเป็นปัญหา ไม่ใช่เพียงใครพูดมากกว่าใคร แต่เป็นเพราะการให้ความสำคัญกับปัญหา และมุมมองต่อประเด็นนั้นๆ ว่าควรค่าแต่การเสียเวลามาทะเลาะกันหรือไม่ ไม่เท่ากัน 

ผู้ชาย ผู้หญิง ให้ความสำคัญกับปัญหาคนละเรื่อง 

ทะเลาะกับแฟน

ไม่ต้องแปลกใจ ถ้าวันหนึ่งเราอยากจับเข่าคุยกับแฟนเรื่อง “ทำไมโทรหาแล้วชอบไม่รับโทรศัพท์” แล้วเขาจะบ่ายเบี่ยงที่จะพูดถึง แล้วกลายเป็นการทะเลาะกันเพื่อเอาชนะ มากกว่าจะพูดคุยกันดีๆ เพื่อปรับความต้องการให้ตรงกัน  

เพราะผู้หญิง ด้วยบทบาทผู้ดูแลที่อยู่ใน DNA (ไม่ได้เหมารวมว่าผู้หญิงทุกคนจะช่างจัดการ เจ้ากี้เจ้าการ แต่จะมากจะน้อยแทบไม่ปรากฏให้เห็นก็แล้วแต่คน) และสถานะทางสังคมของผู้หญิงมีหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน แม่ เมีย ลูกสาว ถูกคาดหวังจากสังคมว่าต้องทำหลายอย่างได้ดี ทำให้ผู้หญิงมักจะใส่ใจเรื่องปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่ออนาคตระยะยาว และมีแนวโน้มจะพูดคุยกับคนรัก เพื่อปรับจูนเข้าหากัน มากกว่าผู้ชาย

ในขณะที่ผู้หญิงคิดเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง และคนที่อยู่ในรัศมีความสัมพันธ์ ผู้ชายกลับยินดีจะถกเถียงเรื่องใดก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ใช่ค่ะ เรากำลังพูดถึงผู้ชายที่ขิงกันไปมาว่าทีมฟุตบอลของใครเจ๋งกว่ากัน ประหนึ่งเป็นหุ้นส่วนทีมก็ไม่ปาน 

ด้วยความที่คำพูด เป็นอาวุธที่ทรงพลังของผู้หญิง บวกกับการคิดหลายชั้น เวลาถกเถียงกัน ผู้หญิงมักจะใช้การถามซับถามซ้อน ย้อนไปไกล เพื่อปล่อยให้ผู้ชายคายสิ่งที่ต้องการออกมา ในขณะที่ผู้ชาย จะรับมือกับการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมา หรือเลือกจะไม่พูด 

นอกจากนั้นผู้หญิงมักจะเก็บเรื่องความขัดแย้ง แม้การถกเถียงกันนั้นจะจบไปแล้ว ได้ข้อสรุปไปแล้ว เอามานอนคิดมากกว่า ด้วยสไตล์การถกเถียงที่ต่างกันเนี่ยแหละ ทำให้คู่รักหลายคู่ พูดคุยกันไม่เข้าใจเสียที 

  • ผู้หญิงมักจะได้รับบทบาทผู้ดูแล เป็นแม่ เมีย ลูกสาว ทำให้ ใส่ใจปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ในอนาคตมากกว่าผู้ชาย ในขณะที่ผู้ชายจะเถียงอย่างเป็นจริงเป็นจังกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง 
  • ผู้หญิงมักใช้การถามแบบซับซ้อน ในขณะที่ผู้ชายมักจะรับมือกับการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมา หรือใช้ความเงียบ

เถียงแฟน ให้เข้าใจกัน ไม่ใช่การเอาชนะ 

ก่อนอื่นเลยเปลี่ยนชุดความคิดใหม่ เลิกมองว่าการถกเถียงคือการต้องเอาชนะ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนนิสัยให้เข้าใจกันและกัน ให้ความสัมพันธ์พัฒนาและงอกงาม แม้ว่าสิ่งที่เรามองว่าเป็นเรื่องใหญ่จังเลย จะเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับเขา มันก็เลยยิ่งต้องคุยกันไงค่ะ! 

จะคุยกันยังไงไม่ให้ความสัมพันธ์เปราะบางยิ่งกว่าเดิม? 

  1. ลองใช้ I-massage แสดงความรู้สึกของตัวเองก่อน ลดความรุนแรงในการกล่าวหาอีกฝ่าย 
  2. สลับกันพูด และฟัง ในขณะเดียวกัน อย่าบังคับให้อีกฝ่ายพูด เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าจะบังคับให้เขาพูดเพียงเพราะเราอยากฟัง จริงมั้ยคะ อันนี้คือการเอาชนะ ไม่ใช้การเข้าใจกัน 
  3. ไม่ว่าจะผู้หญิง หรือผู้ชาย เราต่างมีมุมอ่อนไหว ใช้ความเห็นอกเห็นใจในการพูดคุยกันนะ! 

เราอาจจะบอกว่าผู้หญิง ใช้คำพูดได้ดีกว่าผู้ชาย หรือผู้ชายรับมือกับการถกเถียงด้วยการเงียบ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อบวกกับนิสัย สถานะทางสังคม และอื่นๆ รวมกันแล้ว การแสดงออกของแต่ละคนย่อมไม่หมือนกัน ทางที่เราจะรู้ได้อย่างแท้จริงคือ ลองพูดคุย เปิดใจ และรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ 

สาวช่างฝันในวัยทเว็นตี้ซัมติง เรียนด้านเขียนอ่าน บันทึกเรื่องราวด้วยการสังเกตและบทสนทนา ชอบงานคราฟท์ ปักผ้าได้ พยายามหัดถักนิ้ตติ้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ