TOP
Image Alt

thewmtd

Manipulative

Manipulative Relationship : รู้ทัน 4 สัญญาณแฟนจอมบงการ ที่เจอแล้วรีบจัดการซะ

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนเป็นแฟนกันจะดูแลเอาใจใส่ คอยห่วงใย ให้คำปรึกษา หรือคอยแนะนำกันบ้าง

แต่คงจะไม่ใช่เรื่องดีแล้วแน่ๆ ถ้าความเอาใจใส่นั้นพัฒนาไปเป็นความเจ้ากี้เจ้าการ ชอบออกคำสั่ง จนถึงขั้นบงการ เพราะนี้คือสัญญาณของการบงการในความสัมพันธ์ ที่ใครเจอแนะนำให้รีบจัดการ หรือไม่ก็หนีไป!!

Manipulative Relationship คืออะไร

คือ ความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายบงการ โดยใช้คำพูดหรือการกระทำบางอย่าง เพื่อควบคุมความคิด การกระทำ และความรู้สึกของอีกฝ่าย ให้ทำในสิ่งที่เขาต้องการ ความอันตรายของความสัมพันธฺแบบนี้อยู่ตรงที่ จะทำให้ฝ่ายที่ถูกบงการไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว ส่งผลให้มีแนวโน้มที่ความเชื่อมั่นในตัวเอง (Self-Esteem) จะลดลงเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า รู้สึกว่าตัวเองทำผิดตลอดเวลา เป็นต้นเหตุของอาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้เลยนะ

มาดูกันว่า 4 ลักษณะของแฟนจอมบงการ ที่เจอแล้วรีบหนีไปซะ จะมีอะไรบ้าง

Manipulative Relationship 1 : ควบคุมตั้งแต่เรื่องเล็กไปถึงเรื่องใหญ่ (Overly-Controlling)

เป็นลักษณะของการบงการที่ตรงตัวที่สุด จอมบงการประเภทนี้จะคอยควบคุมเราในทุกย่างก้าวของชีวิต การควบคุมนี่อาจจะเริ่มที่เรื่องภายนอกก่อน เช่น เราควรแต่งตัวแบบไหน คอยโทรเช็กตลอดเวลา แล้วค่อยๆ ลามมาเรื่องส่วนตัว อย่าง ห้ามฟอลไอจีแฟนเก่านะ หรือห้ามไปเที่ยวกับเพื่อนผู้ชายหล่ะ 

แรกๆ อาจจะแค่น่ารำคาญ หลายๆ คนก็เลยยอมๆ ไป แต่นั่นกลับทำให้อีกฝ่ายเริ่มได้ใจ รู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า คิดว่าเราต้องยอมไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเริ่มขัดใจก็จะกลายเป็นทะเลาะใหญ่ต่อได้ง่ายๆ

วิธีจัดการ : เมินคำสั่งเสียบ้าง ขีดเส้นว่าเรื่องไหนไม่ควรก้าวก่าย

ถ้าเริ่มรู้สึกว่าแฟนเยอะเกินแล้วนะ ต้องเลิกทำตามทำสั่งไปเสียทุกอย่าง และปรับความเข้าใจกันแต่เนิ่นๆ พร้อมกับขีดเส้นเลยว่าเรื่องไหนไม่ควรก้าวก่าย หากึ่งกลางที่พอดีระหว่างเราสองคน เรื่องอะไรบ้างที่เรารับได้ และเรื่องอะไรบ้างที่เราขอสงวนไว้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเราคนเดียว เมื่อพบว่าขอบเขตที่เราโอเคมันไปไกลถึงตรงไหน ‘ต้องบอกให้คนรักรับรู้’

เมื่อไหร่ที่เขาข้ามเส้น ทั้งที่เราได้พูดคุยกันไปแล้ว และมีครั้งที่สอง ที่สามตามมา นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าได้เวลาโบกมือลากันแล้ว

Manipulative Relationship 2 :ทำให้รู้สึกผิดตลอดเวลา (Guilt induction)

เป็นลักษณะของการบงการที่มาอย่างแนบเนียน จอมบงการประเภทนี้มักจะคิดว่าตนเองเป็นเหยื่อตลอดเวลา ชอบคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคนอื่น ถ้าความสัมพันธ์เริ่มมีปัญหา ก็จะโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเรา 

หลายคนที่ชอบรับบทเหยื่อ เป็นเพราะไม่อยากรับผิดชอบความผิด บางคนรู้สึกว่าเหยื่อจะได้รับความเห็นอกเห็นใจ รู้สึกว่าการโทษว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในความรับผิดชอบของคนอื่น จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด และยอมทำตามสิ่งที่ ‘เหยื่อ’ เรียกร้องแต่โดยดี

วิธีจัดการ : เลิกปกป้อง แล้วมองปัญหาเป็นเรื่องๆ ไป

ถ้ารู้สึกว่าทุกครั้งที่มีปัญหาเรากำลังปกป้องและขอโทษแฟน แม้กระทั่งเรื่องที่เราไม่ผิด เพื่อให้ปัญหามันจบๆ ไป ควรเลิกนิสัยนี้ซะ เพื่อไม่ให้คนที่เป็นเหยื่อได้รับความเห็นอกเห็นใจแบบที่เขาต้องการ 

จากนั้นจึงเคลียร์ปัญหาไปเลยทีละเรื่อง บอกไปเลยว่าเรื่องนี้เราผิดตรงไหน อีกฝ่ายผิดตรงไหน ควรมีการรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ใช่ผลักความผิดไปให้ฝ่ายใดผ่ายหนึ่ง ค่อยๆ ปรับความเข้าใจให้ตรงกัน แต่ถ้าปรับความเข้าใจยังไงก็ไม่ได้ อีกฝ่ายไม่เคยจะรู้ตัวว่าตนเองผิดตรงไหน ก็เป็นสัญญาณแล้วนะว่าต้องหนีไปซะ

Manipulative Relationship 3 : หลอกให้รักแล้วจากไป (Love Bombing)

เป็นลักษณะของการบงการที่เริ่มด้วยภาพชวนฝัน จอมบงการประเภทนี้จะเริ่มด้วยช่วงโปรโมชั่นที่หอมหวานสุดๆ เหมือนกับปาระเบิดความรักใส่ มอบทั้งความรู้สึกลึกซึ้ง ความสนใจ ความใส่ใจ เช่น ส่งข้อความหาทั้งวัน คอยไปรับไปส่งตลอดเวลา ทำตัวคลั่งรักจนเราเสพติด หลงเชื่อว่าเขารักเราสุดใจ แต่วันดีคืนดีก็จะหนีหายไป ทำตัวเย็นชา สับสน ไม่ชัดเจนใส่ซะงั้น 

คนที่ถูกปาระเบิดใส่มักจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ผิด เราเองที่ไม่ดีพอ ไม่คู่ควรกับความรักดีๆ เขาเลยหนีไป แต่ไม่นานจอมบงการก็จะกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับแสดงความรักขั้นสุดเหมือนเดิม แล้วความสัมพันธ์ก็จะวนลูปหลอกให้รักแล้วหนีหาย คนที่ถูกบงการก็มูฟออนเป็นวงกลมกันไป

วิธีจัดการ : เลิกวิ่งตามความรัก แล้วรักตัวเองให้มากขึ้น

ถ้าเราอยากออกมาจากวังวนนี้ให้ได้ ต้องหยุดความคิดที่จะผูกติดคุณค่าของตัวเองไว้กับความรัก แล้วฝึกรักตัวเองให้มากขึ้นเสียก่อน เพราะคนที่ตกหลุมพราง Love Bombing ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มักจะโหยหาความรักจากอีกฝ่ายเหมือนการเสพติด รู้สึกว่าความรักของเขาทำให้ตัวเองมีค่า พอเขาหายไปรู้สึกไร้ค่าขึ้นมาทันที เมื่อไหร่ที่เรารักตัวเองมากพอ การวิ่งไล่ตามความรักจากคนอื่นจะกลายเป็นเรื่องเสียเวลา

อ่าน เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Love Bombing  https://www.facebook.com/womanthisday/posts/1220104571767320 

Manipulative Relationship 4 : ปั่นหัวให้ไม่เชื่อตัวเอง (Gaslighting)

เป็นลักษณะการบงการที่มักเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ระยะยาว คือ การปั่นหัวให้เรารู้สึกไม่เชื่อในความคิดของตัวเอง จอมบงการประเภทนี้จะพยายามปั่น 💬 เบี่ยงเบนความคิด หรือความรู้สึกของอีกฝ่ายทั้งด้วยความตั้งใจและไม่ตั้งใจ มักจะมาในรูปแบบของการติเตือน ว่าที่เราคิดมันผิดไป เช่น ‘คิดมากเกินไปหรือป่าว เรื่องแค่นี้เอง’ ‘บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำแบบนี้’ 

แม้จะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ แต่การปั่นนี้บ่อยๆ จะทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจ แม้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล รู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่กล้าฟันธงความคิดของตนเองอยู่ดี เพราะเสียงข้างในสั่นคลอนจากการที่ถูกปั่นหัวมาต่อเนื่อง จะเริ่มมองความจริงผิดเพี้ยน รู้สึกว่าเราต้องพึ่งพาความคิดของเขาตลอดเวลา เพราะไม่เชื่อในความคิดของตนเองอีกแล้ว

วิธีจัดการ : ตั้งสติ  เพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง

เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เริ่มรู้สึกว่านี้เราถูกปั่นหัวแล้วหรือเปล่า ลองสูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงสติให้อยู่กับตนเองก่อน หยุดฟังเสียงของคนอื่น แล้วกลับมาถามตัวเอง ว่าสิ่งที่เรารู้สึก เรารับรู้มันจริง มันสมเหตุสมผลแค่ไหน ต้องดึงความเชื่อมั่นของตัวเองกลับมาให้ได้

ถ้าไม่มั่นใจในตัวเองจริงๆ ลองหาคนที่ไว้ใจได้แล้วปรึกษา เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบตรงไปตรงมาให้อีกฝ่ายช่วยตัดสินใจ ช่วยให้เรามองเห็นความจริงจากมุมมองอื่น และมีจุดยืนกับความจริงที่มั่นคงขึ้น คนนั้นอาจเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือจิตแพทย์ก็ได้

ที่มาข้อมูล

____________________________________________________________

อ่านเรื่องราวที่น่าสนใจอื่นๆ จากผู้หญิงสมัยนี้ :
ไม่ได้ หมด รัก แต่ หมด ไฟ : 3 สัญญาณ RELATIONSHIP BURNOUT พร้อม วิธี แก้ไข ให้ ไม่ หมด ไฟ ใน ความ สัม พันธ์
HEALTHY RELATIONSHIP : สำรวจ ความ สัม พันธ์ ที่ ดี ต่อใ จ มี ลักษณะ อย่าง ไร ใช่ เรา รึ เปล่า?
I-MESSAGES : วิธี ถาม แฟน ดีๆ ไม่ให้รักพัง