fbpx
TOP

จากนางแบบสู่ Performance Artist ผู้เขียนโค้ดได้

เคยมั้ย พยายามเพื่อสิ่งที่รัก แต่ไม่มีใครเข้าใจแล้วเกิดท้อ? ชวนฟัง คุณงอนงอน ฏิริรี คณานุรักษ์ สาวเท่ที่เทิร์นตัวเองจากนางแบบสู่การเป็น Performance Artist ใน New York เล่าเรื่องราวของเธอกัน 

“ถ้าต้องไปทำอาชีพอื่น เพื่อที่จะต้องมีเงินมาซัพพอร์ท (สิ่งที่เรารัก) …ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย”

เข้าสู่งวงการ Performance Art ได้อย่างไร 

เป็นนางแบบอยู่ที่โน้นสามปี ทำงานส่วนตัวไปด้วย ก็คือเล่นดนตรีแนวทดลอง เราไม่ใช่นักดนตรีจริงๆ เวลาเราไปเล่นกับเพื่อน เราก็ทำอุปกรณ์ไปเอง ทำอะไรทดลองๆ อย่างเช่น เอาไมค์มาถูตัว อะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็เลยรู้สึกว่า เอ๊ะ เราสนใจ experimental music performance มากๆ ไม่เข้าใจเรื่องวงจร หรือว่า coding อะไรเลย เราก็เลย เอ๊ะ ถึงเวลาที่เราจะต้องไปเรียนต่อแล้วล่ะ เราก็เลยเข้าไปเรียนต่อที่ New York University ค่ะ ชื่อโปรแกรม Interactive Telecommunication หรือ ITP พูดง่ายๆ คือมันเหมือนเรียนวิศวกรรม แต่ว่าสำหรับศิลปะ เรียน coding ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเว็บไซต์ หรือว่าบางคนชอบทำดีไซน์ ก็ทำ UX/UI หรือว่าเราชอบ physical computing เราชอบ performance เราก็เรียนเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำหรับ performance อย่างนี้เป็นต้นค่ะ

แต่พื้นฐานไม่ได้มาทางด้านนี้? 

ใช่ค่ะ ตอนปริญญาตรี เราเรียน exhibition design ที่ศิลปกรรม จุฬา แล้วก็ไม่พื้นฐานเรื่องโค้ดเลย ไม่รู้เรื่องเลย เป็นเรื่องใหม่มากๆ ประมาณนึงเหมือนกัน 

เล่าโปรเจค Performance Art ให้ฟังหน่อย 

งานส่วนตัวที่เราแสดง ก็คือเราเขียนโปรแกรมขึ้นมาเอง ทำเครื่องดนตรีขึ้นมาเอง หรือว่าออกแบบ ที่เป็นชิ้นเป็นอัน เป็น physical computing ขึ้นมา เพื่อที่จะให้เรา แสดงอารมณ์ได้มากขึ้น แล้วแต่ละโปรเจค บางโปรเจคก็เป็นแค่โค้ดดิ้งอย่างเดียว ใช้แค่กล้องจากคอมพิวเตอร์ แล้วก็ทำการทดลองไปเรื่อยๆ 

ดูเหมือนว่า งานส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนและเครื่องจักร

งานส่วนตัวที่ไม่ได้ทำกับคนอื่น จะเป็นงานที่ทำกับ speech ก็คือคอมพิวเตอร์พูด หรือว่ามนุษย์พูดเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ เริ่มมาจากเราสนใจว่า กว่าเราจะออกเสียง เวลาเราใช้เสียง เราใช้ตั้งแต่เท้า ท้อง ลมหายใจ ปอด ออกมา กว่าจะพูดออกมาหนึ่งคำ แล้วเราก็ต้องเรียนเป็นสิบๆ ปีกว่าจะเข้าใจบริบท บริบทหนึ่งของภาษา ในขณะเดียวกันถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ เราเขียนโค้ดแค่สองบรรทัด มันก็พูดออกมาแล้ว

ในความรู้สึกของงอน มันแบบน่าสนใจเนาะ แล้วมันจะเข้าใจเราแค่ไหน ซึ่งตอนนี้สิ่งที่เขากำลังพยายามทำ ก็คือเหมือนเขาพยายามสร้าง machine learning ให้เข้าใจภาษาคน พยายามพูดให้เหมือนคนมากที่สุด แต่ในความรู้สึกของเรา มันเหมือนเราที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง เราก็พูดไม่เก่ง เราติดสำเนียง เรามีความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมที่มันไม่เหมือนกัน ในขณะเดียวกัน คอมพิวเตอร์ก็ถูกสอนมาแค่ อันนี้คือคำตรงข้าม ความหมายนี้คืออันนี้ แต่มันไม่ได้เข้าใจภาษาจริงๆ ในความรู้สึกเรามันมีความใกล้เคียงกัน โดยที่มันไม่เหมือนกัน แล้วงอนก็ชอบเอามาเปรียบเทียบว่า เนี่ย เราพูด คอมพิวเตอร์พูด มีความผิดพลาดทั้งคู่ งานของเราส่วนใหญ่ จะแคปเจอร์สิ่งที่มัน error ของคอมพิวเตอร์ มันน่าขบขันในความรู้สึกเราในตอนแรก แต่ว่าจะอธิบายในอันดับต่อไปว่า ที่จริงแล้ว ความขบขันนั้นมีความน่ากลัว แทรกอยู่เหมือนกัน 

ความน่ากลัวของเครื่องจักรที่ว่าคือยังไง

หลังจากที่เราทำงาน TK1971 เนี่ย ในพาร์ทหนึ่ง มันจะมีตอนที่เราเอาบทพูดให้คอมพิวเตอร์ฟัง แล้วเป็นข้อความขึ้นมา ผลคือมันผิด มันผิดตลอดเลย แล้วเรารู้สึกว่ามันตลกดี จริงๆ แล้วเริ่มจากตลกดี เหมือนว่ามันฟังไม่รู้เรื่อง หรือเราอาจจะมีสำเนียง เราก็เลยทำอีกโปรเจคหนึ่งขึ้นมา ชื่อว่า Deep Talking คือโปรเจคที่มีจอหลายๆ จอ โดยเราเขียน bot ขึ้นมา 3 ตัว แต่ละ bot มีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน ตัวแรกแค่พูดตาม ตัวที่สองพูดคำคล้องจอง ตัวที่สามคือ machine learning ที่เราสามารถป้อนข้อมูลลงไปได้ ที่นี่เนี่ย จุดประสงค์ของการแสดง เราก็ให้ bot มันพูด ให้มันฟังเรา แล้วมันก็พูดกันเอง พูดผิดไปเรื่อยๆ เหมือนเกม telephone

จุดประสงค์ก็คือให้มันผลิตความผิดของมันไปเรื่อยๆ ให้เราสร้างสรรค์ขึ้นมาจากความผิดพลาดเหล่านี้ ทีนี้ เราเริ่มจากความตลกเลย ตลกดี ก็พูดผิดไปเรื่อยๆ มันก็ตลกจริงๆ เรากลับมานั่งดู code ของเรา ว่าทุกครั้งที่เราเล่นเนี่ย มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เลย มันน่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกัน พอเราเปิด console log กับเบื้องหลังว่ามันคิดอะไรก่อนจะตอบ มันเลือกตอบคำสุดท้ายมา เออ ฉันคิดว่าเธอพูดคำว่า hey อะไรอย่างเนี่ย มันจะมีคำที่มันคิดก่อน ว่าแบบ ฉันคิดว่าเธอพูดคำนี้ แล้วก็เลือกคำสุดท้ายมา เราเริ่มสนใจในจุดนั้น ว่าแบบ เอ๊ะ ทำไมถึงเลือกคำสุดท้ายมาให้เรา ทั้งๆ ที่บางทีคำอื่น จริงๆ เป็นคำที่ถูกต้อง บางคำเป็นคำที่ เอ๊ย คิดได้ยังไง บางทีเป็นคำที่น่ากลัวจังเลย แต่ก็ไม่ได้ตอบคำนั้นออกมา

เราก็เลยพยายามมานั่งดูว่าระบบมันทำงานยังไง เราเลยเริ่มสนใจในเรื่อง surveillance capitalism ในยุคปัจจุบัน ยุคของ automation ที่เราสามารถสั่งคำสั่งด้วยเสียง ใช้ Siri ใช้ google home ในการถามคำถาม มันทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น มันคือ automation life แต่ในขณะเดียวกันตัวเลือกที่เราจะได้มันลดลง อย่างเช่น ถ้าสมัยก่อนเราถามว่า จะกินข้าวแถวไหนดี แถวเจริญกรุงจะกินอะไรดี เราก็จะเห็นประมาณ 20 ตัวเลือก ถึงแม้เราจะไม่ดูทั้งหมด แต่ตาเราก็กวาดประมาณหนึ่ง หรือเราก็มีตัวเลือกประมาณหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราใช้ Siri หรือ google home หรือ Alexa มันกลับให้เรามาแค่คำตอบเดียว

กลับกลายเป็นว่า winner takes all มันไม่มีที่หนึ่ง ที่สองอีกต่อไป เราก็รีเสิร์จต่อลงไปอีกว่า ที่หนึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน หรือการที่เราใช้ internet แล้วมันก็เอาข้อมูลของเราไป ทีนี้มันกลายเป็นเรื่องน่ากลัวแล้ว มันหลายเป็นว่าเราถูกบงการ ด้วยโทรศัพท์มือถือของเรา มันไม่ใช่ว่าโลกสมัยก่อน 1984 ที่ถูกบงการด้วย Big Brother แต่ตอนนี้เรากลับ โอเคเลย คอนโทรลเราได้เลย อยู่ในมือถือเราเอง อย่างเช่น เพลงต่อไปที่เราจะฟังใน Spotify หนังเรื่องต่อไปใน Netflix สินค้าชิ้นต่อไปที่เราจะซื้อใน amazon มันกลายเป็นว่ามันกลายเป็น algorithm ที่มันมีเบื้องหลัง มันมีคนคอนโทรลอยู่ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าตัวเลือกพวกนั้นมันมาจากไหน แล้วเราก็มักจะเลือกแค่ท้อปช้อยด้วย มันกลายเป็นว่า เอ๊ย มันไม่ตลกแล้วอ่ะ มันน่ากลัว กลายเป็นว่าเราถูกล้างสมองได้ง่ายๆ เลย 

ผลตอบรับจากคนที่มาดูงานเป็นอย่างไรบ้าง

คนที่มาดู ก็จะมีทั้งเข้าใจเลย แล้วก็ไม่เข้าใจไปเลย ถ้าเขาสนใจธุรกิจในด้านเดียวกัน เขาทำโค้ดดิ้ง เขาก็จะพอเข้าใจ แล้วเขาก็จะมาคุยกับเรา ซึ่งส่วนตัวเรารู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ที่จะไม่ให้เข้าใจเลย โดยทันที  เราไม่ได้อยากจะทำโค้ดที่แบบว่า ฉันยกแขนไปทางซ้าย หน้าจอขยับตาม อะไรอย่างเนี่ย มันไม่ได้กระตุ้นความคิดต่อ ส่วนใหญ่งานเราอยากจะให้คนตั้งคำถามต่อว่าทำไมเราถึงพูดอย่างนี้ เรารู้สึกว่ามันจะดีมากเลย ถ้าผลลัพธ์ที่มาจากงานคือแต่ละคนเข้าใจไม่เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่เราต้องการ เราอยากให้เขาไปคิดต่อ ไปพัฒนาต่อ เหมือนอย่างที่เราพยายามทำให้คอมพิวเตอร์ ทำให้เราคิดอะไรที่มันแตกต่างออกไปจากที่เราเคยคิดอยู่ประจำ —แล้วมันก็มีคนที่ไม่เข้าใจไปเลยก็มี

ถ้าอย่างนั้น จะดู Performance Art ยังไงให้เข้าใจ 

จากประสบการณ์ คิดว่าการอ่านประวัติศาสตร์ศิลปะ การแสดงแขนงต่างๆ มันจะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า อ๋อ คนคนนี้มีรากมาจากไหน คนนี้อาจจะดึงคาแรคเตอร์มาจากศิลปินเก่าๆ มา ส่วนใหญ่มันก็จะมี reference เราเองก็มี reference ที่เราชอบ หรือว่าสายการแสดงที่เราสนใจ แล้วเรารู้สึกว่าอยากพัฒนาต่อไป มันจะดูสนุกมากขึ้น ถ้าเราเริ่มรู้ประวัติศาสตร์

ทุกครั้งที่เราแสดง เราก็จะพยายามเขียนอธิบายไว้ เราคิดว่ามันช่วยได้ประมาณหนึ่ง แต่ว่าประสบการณ์ โดยเฉพาะเรื่องของ performance art ก็คือประสบการณ์นั่งดู การได้เข้าไปสัมผัส มันจะแตกต่างออกไป ถ้าอยากจะเริ่มก็ไปดูเลย มันจะช่วยให้เราเข้าใจ ซึมซับได้มากขึ้น 

ทำงานที่ New York เป็นยังไงบ้าง ทำไมเลือกจะอยู่ที่โน้นต่อ

ตอนนี้เป็น resident อยู่ที่ Culture Hub ที่ New York เราเรียนจบจากที่โน้น รู้จักคนที่โน้น กลุ่มที่แสดงหรือสนใจงานประเภทเดียวกันมีเป็นกลุ่มเป็นก้อน เราสบายใจที่จะทำงานที่โน้น ถามว่าอยากกลับมาทำงานที่ไทยมั้ย เราก็อยากกลับมาแสดง อย่างตอนนี้เรากลับมาช่วงสั้นๆ เราก็โชคดีได้มีโอกาสแสดงที่ About Photography จากพี่โก๋-นพดล ขาวสำอางค์ ก็คือแสดงเล็กๆ สั้นๆ

ถามว่าทำไมเลือกที่จะอยู่นิวยอร์ก เป็นเพราะว่าการใช้เครื่องมือ หรือว่าการสร้างทีม การหาผู้ร่วมงานมันง่ายกว่า ทางโน้นมีส่วนของการสนับสนุน อย่างเช่น สถานที่ที่เราเป็น resident เขาก็จะมีการเปิดรับสมัคร ให้เราสมัครเข้าไปว่าเราสนใจ งานของเราน่าจะไปได้ดีกับทิศทางของแกลลอรี่ ซึ่งแกลลอรี่ของ Culture Hub เขาจะสนับสนุนในเรื่องของ new media ในเชิงของการแสดงสด มีเครื่องมือให้เราใช้ มีบุคลากรให้ปรึกษาได้โดยตรง บางที่เขาจะให้เป็นเงินซัพพอร์ท บางที่ก็จะให้เป็นสถานที่ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่ามันทำให้เราอยู้ได้จริง ไม่เหมือนกับทำเอง เราสามารถทดลองทำงานที่เราสนใจ อยากจะศึกษาจริงๆ โดยที่เราไม่ต้องสนใจตลาด หรือว่ามือที่สาม ปัจจัยที่สามต่างๆ ได้เลย

การเป็นผู้หญิงเอเชีย เป็นอุปสรรคต่อการทำงานที่โน้นมั้ย

เราว่ามันมีทุกที่ในโลกเลยนะ ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิง มันก็จะถูกจำกัดระดับหนึ่งแหละ ว่าเราจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะ New York มันต้องอาศัยความอดทนประมาณนึ่ง มันต้องแบกของเองทำเองทุกอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าวงการนี้มันเป็นเชิงวิศวกรรมสำหรับอาร์ต มันก็เหมือนเราก็มาทางสายศิลปะมากกว่าสายวิศวกรรม เราก็เลยรู้สึกว่าเขาค่อนข้างเปิดกว้าง ผลักดัน ให้สิทธิเท่าเทียม ให้สิทธิคนชาติอื่น คนผิวสี เพศหญิง หรือคนที่ไม่ใช่คนอเมริกันเอง เข้ามามีสิทธิมากขึ้น

ในโลกอีกด้านนึง อย่างเช่น Silicon Valley ที่เป็นส่วนวิศวกรรมโดยตรง เราก็ได้ยินมาบ้าง ว่าเขาก็ยังกีดกันผู้หญิง พอเขาเห็นว่าเป็นผู้หญิง เขาก็จะ อืม ไม่น่าจะโค้ดได้เก่งเท่าผู้ชาย ไม่น่าจะอดทนได้เก่งเท่าผู้ชาย เรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่ค่ะ เราในฐานะที่เราเป็นผู้หญิง ก็พยายามจะผลักดันว่า เราสามารถทำได้ สิ่งที่เราทำก็คือ ทำงานที่เราทำต่อไป ถ้าเรารู้สึกว่าชิ้นงานชิ้นนี้มีประโยชน์กับคนอื่น เราก็จะพยายามสอนเวิร์คช้อป หรือพยายามจะเอาสิ่งที่เราค้นพบไปสอนในคลาส ในห้องเรียน ซึ่งเรารู้สึกว่า เราพยายามทำเล็กๆ เท่าที่เราทำได้ ว่าอย่ากลัวนะ เรามีความรู้ด้านนี้ เราอยากทำสิ่งที่มันสามารถทำได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าเราพยายามทำต่อไป

เห็นว่ามีหลายอาชีพ อยากให้เล่าใหัฟังว่าทำอะไรบ้าง

New York มันก็อยู่ยาก แพง ตอนนี้ก็ยังทำนางแบบอยู่ แล้วก็เป็นอาจารย์อยู่ที่ SFPC – School for Poetic Computation สอนวิชาฮาร์ดแวร์ บัดกรีพวกวงจรไฟฟ้า แล้วก็ทำเวิร์คช้อปบางอันเมื่อมีโอกาส ทำฟรีแลนซ์จ็อบ อย่างเช่นมีลูกค้าที่เขาสนใจเรื่องของเทคโนโลยีการแสดง ลูกค้าก็เป็นอาร์ตติสเหมือนกัน เขาก็บอกว่ามีคอนเซ็ปท์ประมาณนี้ ช่วยทำ ช่วยออกแบบตัวงาน หรือวงจรให้หน่อยได้มั้ย เราก็ทำวงจรแล้วเอาไปขายเขา มีโปรเจคเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำกับศิลปินท่านอื่นๆ อยู่ประจำ แล้วแต่โอกาสจะเข้ามา

Performance Artist ถือว่าเป็นอาชีพของเราได้มั้ย

ถือว่าเป็นอาชีพได้ แต่เหมือนกันทั่วโลก อาชีพศิลปินก็จะมีความจนนิดนึง ถ้าพูดกันตรงๆ มันก็จะเหมือนกับเราไม่ได้ทำงานเพื่อจะเอามาขายทุกคน เราทำด้วยความรู้สึกเราจริงๆ เราทำด้วยความที่อยากทดลอง เราสนใจเรื่องนี้จริงๆ อย่างที่บอกมันไม่ได้ตอบโจทย์ทุกคน บางคนก็ไม่เข้าใจเรา  บางคนก็รู้สึกว่ามันไม่ได้จำเป็นอะไร แต่ว่าในความรู้สึกของเรา เราเอาสิ่งที่เราสนใจ ถ้ามันมีประโยชน์กับคนอื่นเราเอาไปสอนต่อได้ การเป็น resident ก็ช่วยเราได้ในระดับหนึ่ง การเป็นอาจารย์ สอนสิ่งที่เราทำ มันก็ช่วยเราด้วยระดับหนึ่ง เหมือนกับไม่ได้ทำอาชีพเดียว

ยังอยากทำอย่างอื่นอีกมั้ย

ที่อยากทำมากกว่านี้คืออยากจะอยู่ได้ด้วยการเป็น Performance Artist แต่ก็ยาก อีกอาชีพหนึ่งที่เราทำตอนนี้แล้วชอบก็คือ การเป็นอาจารย์ ในตอนแรกเป็นผู้ช่วยอาจารย์ที่ SFPC เป็นโรงเรียนคล้ายๆ กันโรงเรียนที่เราจบมา สอนเกี่ยวกับการ coding แต่เน้นไปทางศิลปะ เรารู้สึกแฮปปี้มาก การสอนจริงๆ แล้วมันช่วยให้งานอาร์ตเราดีขึ้น เหมือนกับเราลดอัตตาตัวเอง เพราะการ performance คือการสื่อสาร การสอนมันก็คือการสื่อสาร เราจะทำยังไงให้เราเล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้คนเข้าใจได้ โดยที่คนแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน เราจะทำยังไง ให้แต่ละคนที่มีพื้นฐานไม่เหมือนกันเนี่ย เข้าใจซึ่งกันและกัน

ฟีดแบคจากนักเรียน กระทั่งเรื่องการสอนเอง หรือว่าเขาเห็นผลงานของเรา มันทำให้เราพัฒนาขึ้นไปอีก ซึ่งเรารู้สึกว่า ทำควบคู่กัน มันช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน ตอนนี้มันเป็นรูปแบบที่ดี เราก็อยากสอนต่อไปเรื่อยๆ 

ฝากถึงคนรุ่นใหม่บ้าง ในฐานะที่เราเป็นครู และเป็นผู้หญิงที่กล้าทำตามฝันตัวเอง

เราเอง ทำงานมาขนาดนี้ เราก็ยังโดนสงสัยตลอดเวลา ว่าเป็นผู้หญิง เธอเป็นนางแบบ เธอไม่น่าจะโค้ดได้ ถามว่าเราเคยท้อมั้ย เราเคยท้อ เรารู้สึกว่าการที่จะทำอะไรประสบความเร็จสักอย่างหนึ่ง เราคิดว่า 95 เปอร์เซ็นต์ 98 เปอร์เซ็นต์เลยด้วยซ้ำ มักจะหมดไปกับการร้องไห้ กับการท้อ กับการเริ่มแล้วเริ่มอีก แต่คนที่สำเร็จคือคนที่ผ่าน 98 เปอร์เซ็นต์ และทนไปอีก 2 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไปถึงความสำเร็จ

เราก็ยังไม่เรียกว่าประสบความสำเร็จ เราก็ยังพยายามทำต่อไป สิ่งที่เราอยากบอกทุกคนคืออย่ายอมแพ้ อย่ารู้สึกว่า เฮ้ย เราทำไมได่ เราเป็นผู้หญิง ยังไม่มีใครเคยทำเลย เราทำงานอะไรก็ไม่รู้ไม่มีคนเข้าใจ ทุกวันนี้เราก็ยังมีคำถามนี้ตลอดเวลา ถ้าเรา ตั้งใจดี ว่าเราอยากทำสิ่งนี้ เพราะเราตั้งใจกับมันจริงๆ สุดท้ายแล้วก็จะมีกลุ่มคนที่ชอบ หรือสนับสนุนเรา อย่างงานสอน เราก็ไม่คิดว่าเราจะได้มา แต่เพราะเขาเห็นว่าเราพยายาม เราแสดง เราทำงานเล็กๆ ของเราตลอดเวลา เหมือนเขาเห็นความตั้งใจของเรา

ถ้าเราพยายามทำต่อไป มันก็จะมีโอกาสเข้ามาเอง แล้วก็ อย่ายอมแพ้ ถ้าต้องไปทำอาชีพอื่น เพื่อที่จะต้องมีเงินมาซัพพอร์ท ซึ่งเราก็ทำอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราต้องไปทำอย่างอื่น ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับความพยายามของเรา

ถ้าเรา ตั้งใจดี ว่าเราอยากทำสิ่งนี้ เพราะเราตั้งใจกับมันจริงๆ สุดท้ายแล้วก็จะมีกลุ่มคนที่ชอบ หรือสนับสนุนเรา … ถ้าเราพยายามทำต่อไป มันก็จะมีโอกาสเข้ามาเอง

ยังต้องการสร้าง PASSION ในการใช้ชีวิตอีก ลองไปชมต่อเลย

สาวช่างฝันในวัยทเว็นตี้ซัมติง เรียนด้านเขียนอ่าน บันทึกเรื่องราวด้วยการสังเกตและบทสนทนา ชอบงานคราฟท์ ปักผ้าได้ พยายามหัดถักนิ้ตติ้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ